วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

เค้กส้มฉ่ำๆ

0 ความคิดเห็น

1. แป้งเค้ก(ถ้าไม่มีแป้งสาลีอเนกประสงก๊ะได้ พอให้อภัยได้) 1/2ถ้วยเอาออก 1 ช้อนโต๊ะ
2. ผงฟู 1/4+1/8
3. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย +2 ช้อนชา
4. เกลือ 1/4 ช้อนชา
5. น้ำส้มคั้น 20 กรัม (ราวๆ1ช้อนโต๊ะ กับ 1 ช้อนชา)
6. นมสด 15 กรัม (ราวๆ 1 ช้อนโต๊ะแหละค่ะ)
7. ไข่ไก่ 2 ฟองเล็ก ฟองใหญ่ฟองครึ่ง
8. เนยสดละลาย 2 ช้อนโต๊ะครึ่ง
10. ผิวส้ม(สีส้มๆแบบพวก ซันคิส หรือ โนวูล นะมะใช่ส้มเขียวหวาน) 1 ลูก
11. วานิลลานิสเดียว ใครไม่ชอบไม่ใส่เลยก๊ะได้ค่ะ

วิธีทำ
1. ร่อนแป้งกับผงฟู พักไว้
2. พรีฮีท อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
3. ตัดกระดาษไขรองก้นพิมพ์เค้ก
4. ปั่นนมกับผิวส้มด้วยที่บด ใส่วานิลลาพักไว้ (แต่ถ้าไม่มีที่ปั่น ก๊ะเอาผิวส้มสับๆซอยยิบๆ หรือขูดก๊ะได้ค่ะ แล้วใส่ในนมกะวานิลลาไว้เลย)
5.ตีไข่น้ำตาลน้ำส้มและเกลือ ตีจนเป็นครีมฟูมากๆค่ะ ราวๆ 10 นาทีได้ ใช้สปีดสูงสุดเลยนะ
6. จากนั้นก๊ะใส่แป้ง ตีเบาๆ 1 นาที แล้วตีต่ออีก 5 นาที เพราะเราอยากให้เค้กเหนียวนุ่มฟูค่ะ
7.ตามด้วยส่วนผสมข้อ 4 คราวนี้ใช้ไม้พาย หรือช้อนตะล่อมนะคะ แล้วตามด้วยเนยละลายเลยค่ะ
8. เทใส่พิมพ์แล้วเข้าเตาอบทันทีนะคะ (ห้ามค้างนาน เพราะไม่ได้ใส่ SP)


หน้าเค้ก

น้ำ 150 กรัม
น้ำส้มเข้มข้น (ซันควิกสีเข้ม) 25-50 กรัม แล้วแต่ยี่ห้อแล้วก๊แล้วแต่ว่าชอบเปรี้ยวมากแค่ไหน
น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนชา (ไมมีก๊ะขาวล้วนเลย)
แป้งสาลี 1 + 1/2 ช้อนโต๊ะ
เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
สีส้ม เล็กน้อยถ้าคิดว่าส้มไม่สะใจ แต่เช้าไม่ใส่ค่ะ

วิธีทำ

ผสม ทุกอย่างลงหม้อ ยกเว้นเนยสด คนให้เข้ากัน แล้วนำไปตั้งไฟ กวนจนแป้งสุก เมื่อแป้งสุกแล้วยกลงจากเตา เติมเนยสดอ่อนตัว คนให้เข้ากัน พอให้อุ่นๆซักหน่อย ราดแต่งบนเค้กได้เลยค่ะ ใครจะผ่าชั้น สอดใส้ยังไงก๊ะตามใจชอบเล้ย

credit:chibiasa.exteen.com

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2552

สูตรไอศครีม ทำเองง่ายๆที่บ้าน

0 ความคิดเห็น
วิธีการทำไอศกรีมเนี่ย รู้ไหมว่ามันต้องใช้นม หรือนมข้น มาผสมกับน้ำตาลและน้ำผึ้ง

ถ้าชอบ ก็ใส่ไข่ลงไปด้วย จะดีมาก แล้วเติมเชื้อกลิ่นหอมลงไป

ไอศกรีมที่เป็นที่นิยมกันมากๆ มีสามรสด้วยกันคือ

ช็อกโกแลต วานิลา และสตรอว์เบอร์รี่ แต่ตอนนี้ก็มีไอศกรีมรสอื่นออกมาอีกมากมายหลายแบบ

เลือกกันได้ไม่มีหมด ที่สเวนเซ่นส์ หรือบาสกิ้นส์ รอบบินส์

เมื่อนำสูตรต่างๆ มาผสมกันดีแล้ว ก็นำแช่ช่องแข็ง

ทีนี้ ก็ได้ไอศกรีมล่ะ



ทำไอศกรีมเอง

ลองดูกันสิว่า วัสดุทำไอศกรีมมีอะไรกันบ้าง

น้ำผึ้งครึ่งถ้วย

วุ้น 1 ช้อนชา

วานิลา 1 ช้อนชา

นม 2 ถ้วย

นมข้นไม่หวาน 2 ถ้วย

ถั่วครึ่งถ้วย

น้ำอุ่น ¼ ถ้วย

ชามโตๆ และที่ตีไข่



วิธีที่เขาบรรยายมาง่ายๆ

เอาน้ำใส่ชาม เติมวุ้นให้เข้ากันดี


เติมนมที่เหลือ นมข้นไม่หวาน และวานิลาที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน

เอาส่วนผสมเข้าแช่ในช่องฟรีซ ปล่อยไว้สักสองชั่วโมง หรือจนกว่าจะแข็งดี

เอาออกมา และตีส่วนผสมให้นุ่มและฟู

เอาถั่ว หรืออาจจะเลือกคุกกี้บด ผลวอลนัท ฯลฯ ตามชอบใจ ผสมลงไป ค่อยๆ คน

เอากลับไปแช่ช่องแข็ง ทิ้งไว้สองชั่วโมง เพียงเท่านี้ ก็จะได้ไอศกรีมแล้ว..
ลองทำกันดูนะคะ...

ขอบคุณข้อมูลจากผู้ให้สูตรนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2552

Triple Chocolate Mousse Cake

0 ความคิดเห็น


Triple Chocolate Mousse Cake

ส่วนผสมจะแบ่งเป็น 4 ส่วนนะคะ
1. ตัวเค้ก
2. ตัว Dark Chocolate Mousse
3. ตัว Milk Chocolate Mousse และ
4. ตัว White Chocolate Mousse

ส่วนตัวเค้กนั้นบางคนอาจจะใช้ Chocolate Sponge Cake แต่วันนี้จุ๋มเลือกที่จะใช้ Chocolate Chiffon Cake นะคะ

เลือก Chocolate Cake มาสักสูตร วันนี้จุ๋มขอใช้ Chocolate Cake สูตรคุณอุ๋มอิ๋มนะคะ

ส่วนผสม (1)
แป้งเค้ก 80 กรัม
ผงฟู 1/4 ช้อนชา
เบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
ผงวานิลลา 1/4 ช้อนชา
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
ผงโกโก้ 25 กรัม
น้ำตาลทรายป่น 100 กรัม

ส่วนผสม (2)
น้ำ 50 กรัม
นมข้นจืด 25 กรัม
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
น้ำมันพืช 65 กรัม
ไข่แดง 2 ฟอง

ส่วนผสม (3)
ไข่ขาว 2 ฟอง
น้ำตาลทราย 50 กรัม
ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ
1. เตรียมพิมพ์ จุ๋มใช้ถาดอลูมิเนียมขนาด 7 นิ้ว x11 นิ้ว 2 ถาด ปูถาดด้วยกระดาษไข ไม่ต้องทาไขมัน
2. วอร์มเตาอบ 180 องศาเซลเซียส
3. ส่วนผสมที่ (1) ร่อนรวมกันทั้งหมดใส่ชามผสม แล้วทำหลุมตรงกลาง
4. ส่วนผสมที่ (2) คนด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน
5. เทส่วนผสมที่ (2) ใส่ลงในหลุมของส่วนผสมที่ (1) ใช้ตะกร้อมือคนเร็ว ๆ แรง ๆ ให้เข้ากันและพักส่วนผสมนี้ไว้
6. ส่วนผสมที่ (3) ตีไข่ขาวให้เป็นฟองหยาบ ๆ ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ ตีต่อจนเป็นฟองละเอียด จึงค่อย ๆ ใส่น้ำตาลทรายลงไป ตีต่อจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อนมาก ๆ ก่อนตั้งยอดแข็ง
7. นำส่วนผสมที่ (3) ที่ตีได้ที่แล้วไปผสมกับส่วนผสมที่ (1) + (2) ที่เราพักไว้
8. ตะล่อมด้วยตะกร้อมือด้วยความเบามือให้ส่วนผสมเข้ากัน
9. เทใส่ถาดที่เตรียมไว้ แบ่งเทเป็น 2 ถาด เคาะก้นถาดไล่ฟองอากาศ
10. นำไปเข้าเตาอบด้วยไฟล่างจนสุก จุ๋มไม่ได้จับเวลาค่ะ ไม่นาน เพราะเนื้อเค้กไม่สูง จุ๋มใช้ประสาทสัมผัสว่าได้กลิ่นเค้กแล้วสักพักไปเปิดดู วิธีเช็คสุกใช้นิ้วสัมผัสที่หน้าเค้ก ถ้าเนื้อเค้กสปริงกลับมือดีก็สุกแล้วค่ะ
11. เค้กสุกแล้วเอาออกจากเตา กระแทกพิมพ์เบา ๆ 1 ที ตั้งไว้บนตะแกรง ปล่อยไว้ให้เย็น
12. เค้กเย็นแล้ว เอาพิมพ์วงกลมกดเค้กให้เป็นชิ้น ๆ แล้วเอาพลาสติกพันเค้กพันไว้ค่ะ พักไว้ก่อน

ได้ ฐานเค้กแล้วนะคะ คราวนี้เรามาทำตัว Mousse กันต่อ จุ๋มเลือกที่จะไล่สีจากด้านล่าง เข้มไปอ่อน ก็เลยทำ Dark Chocolate Mousse ก่อนคะ

ส่วนผสม Dark Chocolate Mousse
Dark Chocolate 80 กรัม
Whipping Cream (1) 150 กรัม
Whipping Cream (2) 50 กรัม
น้ำตาลทราย 50 กรัม
ไข่แดง 2 ฟอง
เจลลาติน 1 แผ่น

วิธีทำ Dark Chocolate Mousse
1. เจลลาติน ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำให้นิ่ม
2. Dark Chocolate หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วละลายไว้ วิธีการละลาย Chocolate ใช้วิธีตุ๋น ไม่ให้ Chocolate ถูกความร้อนโดยตรงนะคะ มันจะไหม้ แล้วพัก Dark Chocolate ที่ละลายไว้ก่อน
3. ไข่แดง น้ำตาลทราย เจลลาตินที่นิ่มแล้ว และ Whipping Cream (2) เทรวมกันใส่หม้อ นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ คนด้วยตะกร้อมือตลอดเวลาจนน้ำตาลทรายและเจลลาตินละลายหมด ปิดเตา
4. นำ Dark Chocolate ที่ละลายไว้มาผสมรวมกับส่วนในข้อ 3 คนให้เข้ากัน พักไว้จนเย็น
5. Whipping Cream (1) ตีให้ขึ้นฟู แต่ไม่ต้องถึงตั้งยอดแข็งนะคะ
6. ส่วนผสมในข้อ 4 เย็นสนิทแล้ว นำไปผสมกับ Whipping Cream ที่ตีจนขึ้นฟูแล้ว ผสมให้เข้ากัน
7. นำไปหยอดบนเค้กที่เราเตรียมไว้ แช่เย็นไว้ก่อน

คราว นี้เรามาทำ Milk Chocolate กันต่อนะคะ Milk Chocolate มันมีรสหวานกว่า Dark Chocolate เยอะ เราต้องลดปริมาณน้ำตาลลงคะ นอกนั้นส่วนผสมเหมือนเดิม วิธีการก็เดียวกันเลยคะ แต่ก็จะพิมพ์รายละเอียดให้นะ จริง ๆ ใช้ copy เอามาเลย ฮ่าฮ่าฮ่า

ส่วนผสม Milk Chocolate Mousse
Milk Chocolate 100 กรัม
Whipping Cream (1) 150 กรัม
Whipping Cream (2) 50 กรัม
น้ำตาลทราย 20 กรัม
ไข่แดง 2 ฟอง
เจลลาติน 1 แผ่น

วิธีทำ Milk Chocolate Mousse
1. เจลลาติน ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำให้นิ่ม
2. Milk Chocolate หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วละลายไว้ วิธีการละลาย Chocolate ใช้วิธีตุ๋น ไม่ให้ Chocolate ถูกความร้อนโดยตรงนะคะ มันจะไหม้ แล้วพัก Milk Chocolate ที่ละลายไว้ก่อน
3. ไข่แดง น้ำตาลทราย เจลลาตินที่นิ่มแล้ว และ Whipping Cream (2) เทรวมกันใส่หม้อ นำไปตั้งไฟอ่อน ๆ คนด้วยตะกร้อมือตลอดเวลาจนน้ำตาลทรายและเจลลาตินละลายหมด ปิดเตา
4. นำ Milk Chocolate ที่ละลายไว้มาผสมรวมกับส่วนในข้อ 3 คนให้เข้ากัน พักไว้จนเย็น
5. Whipping Cream (1) ตีให้ขึ้นฟู แต่ไม่ต้องถึงตั้งยอดแข็งนะคะ
6. ส่วนผสมในข้อ 4 เย็นสนิทแล้ว นำไปผสมกับ Whipping Cream ที่ตีจนขึ้นฟูแล้ว ผสมให้เข้ากัน
7. นำไปหยอดบนเค้กที่เราหยอด Dark Chocolate ไว้ แช่เย็นไว้ต่อ

ได้ Mousse 2 ชั้นไปแล้วนะคะ มาชั้นบนสุดแล้ว

ส่วนผสม White Chocolate Mousse
White Chocolate 120 กรัม
Whipping Cream (1) 200 กรัม
Whipping Cream (2) 50 กรัม
เจลลาติน 1 1/2 แผ่น

วิธีทำ White Chocolate Mousse
1. White Chocolate หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
2. เจลลาติน ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่น้ำให้นิ่ม
3. Whipping Cream (2) และเจลลาตินที่นิ่มแล้วเทใส่หม้อ
4. เอาไปตั้งไฟอ่อน ๆ ให้เดือด คนให้เจลลาตินละลายคะ
5. พอเจลลาตินละลายแล้วปิดเตา เอา White Chocolate เทใส่ลงไปแล้วคน ๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพักไว้ให้เย็น
6. Whipping Cream (1) ตีให้ขึ้นฟูแต่ไม่ต้องตั้งยอดแข็ง
7. ส่วนผสมในข้อ 5 เย็นสนิทแล้ว นำไปผสมกับ Whipping Cream ที่ตีจนขึ้นฟูแล้ว ผสมให้เข้ากัน
8. นำไปหยอดบนเค้กที่เราทำไว้คะ แช่เย็นไว้ต่อจน Mousse set ตัวดี
9. ตกแต่งด้วย Chocolate หรืออื่น ๆ ตามชอบ

credit:maesalim.com

ขนมปังกระเทียม

0 ความคิดเห็น
ส่วนผสม
ขนมปังฝรั่งเศส 1 ชิ้นใหญ่
กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
เนยเค็ม 1 ช้อนโต๊ะพูน
ผักชีฝรั่งสับละเอียดเล็กน้อย

วิธีทำ
1. นำขนมปังฝรั่งเศสมาหั่นเฉียงให้มีความหนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร พักไว้
2. นำเนย, กระเทียม, ผักชีฝรั่ง ผสมให้เข้ากัน ทาให้ทั่วบนชิ้นขนมปังฝรั่งเศส
3. นำเข้าเตาอบไฟฟ้า โปรแกรมไฟบนที่อุณหภูมิ 250 oC ประมาณ 2 นาที แล้วกลับขนมปังอีกด้าน อบ ให้เหลืองกรอบประมาณ 1 นาที

สูตรโดย อาจารย์ชัยณโรจน์ บุญบักเตียววานิช สถาบัน นาตาลิโน่ ศิลปศาสตร์การอาหาร


ขนมปังกระเทียม (Garlic Bread) ในสูตรนี้ขนมปังที่เราใช้ในการทำขนมปังกระเทียม คือ
ขนมปังฝรั่งเศส ซึ่งต้องซื้อวันนั้นทำวันนั้นถึงจะ อร่อย เพราะถ้าซื้อขนมปังมาเก็บไว้ ขนมปัง
ฝรั่งเศสจะแข็งและไม่สามารถกัดได้ด้วยซ้ำไป หากจะทำขนมปังกระเทียมโดยใช้ขนมปังฝรั่งเศสและ อยากทำไว้ล่วงหน้าก็สามารถทำได้โดยในวันนั้น ทำไส้ที่มีเนยกับกระเทียม ฯลฯ นำไส้ใส่
เข้าไปในขนมปัง หั่นเป็นท่อน แล้วห่อด้วยพลาสติกและ ฟอยล์อีกทีหนึ่ง เก็บไว้ในช่องแช่แข็ง
เมื่อต้องการจะใช้จึงนำออกมาแกะ ลูบด้วยน้ำหมาด ๆ ไปบนผิวขนมปังห่อด้วยฟอยล์ แล้วอบ
ตามสูตรระบุ
credit:horapa.com

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2552

Eclair Cake

0 ความคิดเห็น
ส่วนผสม Pastry (ตัวขนม)


นม 70 g.

น้ำ 70 g.

เนยสด 60 g.

เกลือป่นนิดหน่อย

น้ำตาลทราย 5 g.

แป้ง self-raising 70 g.

ไข่ไก่ (เบอร์ M) 3 ฟอง




วิธีทำ


1. warm เตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ปูถาดที่จะนำเข้าอบด้วย

กระดาษไข


2. เทน้ำ+นม+เนย+เกลือ+น้ำตาล ลงในหม้อ แล้วนำไปตั้งไฟให้เดือด


3. เมื่อส่วนผสมเดือดแล้ว ปิดไฟ ยกลงจากเตา เทแป้งใส่ลงไป ใช้พายไม้

คนเร็วๆ จนกระทั่ง แป้งและส่วนผสมในข้อ 1 จับตัวเป็นเนื้อเดียวกันและไม่

ติดหม้อ


4. พักแป้งไว้สักครู่ให้พออุ่น แล้วนำมาตีด้วยหัวตะกร้อสักพัก จากนั้น

ค่อยๆ ทยอยใส่ไข่ลงไป คนให้เข้ากัน (จะใช้ตะกร้อมือหรือเครื่องตีไข่

ไฟฟ้าก็ได้) แล้วนำไปหยอดเป็นรูปกลมๆ ลงบนถาดที่ปูด้วยกระดาษไข

แล้ว (หยอดให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้วครึ่ง)



SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley




ส่วนผสมไส้ครีม (Cream filling)

ส่วนผสม

นมสด 380 g.

ไข่ไก่ 3 ฟอง

แป้งข้าวโพด 30 g.

กลิ่นวานิลลา 1 ชช.

Whipped Cream 100 g.

น้ำตาลทราย 75 g.




วิธีทำ


1. เทส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อใบเล็กๆ (ยกเว้น whipped cream) คนให้

น้ำตาลละลาย และให้แป้งข้าวโพดไม่เกาะกันเป็นก้อน คนๆๆๆ สักพัก

แล้วกรองด้วยกระชอน 1 ครั้งค่ะ


2. นำหม้อตั้งไฟ (ใช้ไฟอ่อน) คนด้วยตะกร้อมือจนกระทั่งส่วนผสมข้น

เหนียว แล้วทิ้งไว้ให้เย็นประมาณ 1 ชม.


3. เมื่อเย็นดีแล้ว ใส่ whipped cream ลงไปคนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน

แล้วตักใส่ถุงบีบเพื่อบีบไส้ใส่ในตัว Pâte â choux หรือ Éclair ต่อไป




SmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmileySmiley




++มี Tips เล็กๆ น้อยๆ มาฝากด้วยค่ะ:


1. ก่อนนำขนมเข้าอบ ให้พรมน้ำเล็กน้อย (ฉีดเป็นสเปรย์ฝอยๆ) ลงทั้งบนตัว

ขนมและบนถาดอบ เพื่อเพิ่มไอน้ำให้กับเตาอบและทำให้ตัวขนมพองใหญ่

ขึ้น


2. ห้ามเปิดหรือแง้มดูขนมในเตาอบจนกว่าจะอบเสร็จเป็นอันขาด มิฉะนั้น

puff/choux จะยุบตัวลง เนื่องจากไอน้ำความร้อนในเตาอบจะหนีออกมา

หมดนะคะ

..ขอบคุณเจ้าของสูตรนะคะ..

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

วิธีทำพายแอปเปิ้ล

0 ความคิดเห็น
สูตรพาย APPLE PANDOWDY PIE (สูตรของร้าน Williams-Sonoma)

ส่วนผสมแป้งครัสต์: สำหรับทำแป้งครัสต์ 2 อัน บนกับล่าง
1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 2 1/2 ถ้วย (400 g.)
2. น้ำตาลทรายละเอียด 2 ชต.
3. เกลือ 1/2 ชช.
4. เนยจืดแบบเย็นจัด 1 ถ้วย (250 g.) หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก ๆ
5. น้ำเย็นจัด ๆ 5-6 ชต. (ค่อย ๆ ใส่และกะดูว่าแป้งพอดีหรือยัง)

วิธี ทำ: ร่อนแป้ง เกลือ น้ำตาล ด้วยกันและคลุกให้เข้ากัน จากนั้นใส่เนยลงไป ใช้ส้อมหรือที่สับสำหรับทำแป้งพายสับ ๆ ให้เข้ากัน แล้วจึงใส่น้ำเย็นลงไปคลุก ๆ และใช้มือนวดพอเข้ากันดี แล้วจึงแบ่งโดว์ออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน แล้วทำเป็นรูปแผ่นดิสก์สองห่อ ห่อด้วยพลาสติกใสแช่เย็นไว้สักครึ่งชั่วโมง ระหว่างนี้ก็ทำไส้ไป.......เมื่อแป้งโดว์พอใช้ได้ ก็นำมานวดให้แบนไว้ทั้งสองแผ่น เส้นผ่าศูนย์กลาง 12-13 นิ้ว (สำหรับถาดพาย 9 นิ้ว) แล้วอันหนึ่งใส่ลงไปในถาดพาย ใส่ตู้เย็นทิ้งไว้จนกว่าจะได้ที่ และอีกแผ่นหนึ่งก็นวดไว้เป็นฝาปิดใส่ตู้เย็นไว้ก่อนเช่นกันจนถึงเวลาจะใช้ จึงนำออกมา

ไส้:
1. แอ๊ปเปิ้ลขนาดใหญ่ 5-6 ลูก (แบบแข็งเนื้อแน่นหน่อย) ปอกเปลือก คว้านเมล็ดออก และหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไว้
2. น้ำมะนาวคั้นสด 2 ชต.
3. น้ำตาลทรายแดง 3/4 ถ้วย
4. cornstarch 2 ชต.
(การ ทำพายผลไม้จะนิยมใช้ Cornstarch มากกว่า Tapioca Flour หรือแป้งมันเพราะจะเกาะตัวได้ดีกว่า พายผลไม้บางอย่างน้ำผลไม้ที่เยิ้มเกินไปและแป้งมันที่ไม่ข้นเท่า Cornstarch อาจทำให้เวลาอบพายแล้วทำให้แป้งพายรั่วเพราะน้ำจากไส้พายรั่วซึมทะลุนั่นเอง ดังนั้นการเลือกใช้แอ๊ปเปิ้ล ส่วนผสมของแป้งพาย และแป้งที่ใช้ยึดเกาะหรือ Cornstarch กับ Tapioca Flour จึงจำเป็นต้องระมัดระวังไว้บ้าง)
5. ซินนาม่อนผง 1 ชช.
6. ผงดอกจันทร์ 1/2 ชช.
7. เกลือ 1/4 ชช.
8. เนยจืด 2 ชต. หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าไว้โรยบนไส้
9. น้ำตาลทราย 1 ชต.

วิธีทำ:
1. นำผงซินนาม่อน ผงลูกจันทร์ เกลือ มาคลุกเข้าด้วยกัน
2. หั่นแอ๊ปเปิ้ลเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ชามผสมชามใหญ่เอาไว้ แล้วจึงเทน้ำมะนาวสดคั้นลงไปคลุกก่อน
3. นำผงซินนาม่อน ลูกจันทร์ เกลือ เทลงไปคลุกกับแอ็ปเปิ้ล
4. เท Cornstarch ลงไปคลุกกับส่วนผสมของแอ๊ปเปิ้ล
5. จากนั้นก็คลุกด้วยน้ำตาลทรายแดง
6. เทส่วนผสมของแอ๊ปเปิ้ลลงไปในถาดพายที่เตียมไว้ แล้วเอาแป้งสำหรับทำฝาพายปิดทับลงไป แล้วม้วนแป้งพายจากด้านล่างขึ้นข้างบน (จับขอบ) และปิดให้สนิท อาจใช้มือลูบน้ำเย็นช่วยให้สนิท
7. จากนั้นก้ทำพายที่ใส่ไส้แล้ว ปิดฝาแล้วเข้าไปแช่ในตู้เย็นอีกประมาณ 20-30 นาที จนแป้งพายค่อนข้างแน่น
8. จากนั้นก็อบด้วยอุณหภูมิ 350 F เป็นเวลา 30 นาที
9. จากนั้นก็ใช้มีดมากรีดฝาพายให้เป็นตารางหมากรุก กว้าง ยาว ด้านละ 1 นิ้วโดยประมาณ กรีดฝาบนให้ขาด และใช้ Spatula ที่เป็นโลหะกดตารางหมากรุกที่คัดแล้วลงไป ให้ไปติดแน่นกับไส้ แล้วจึงนำไปอบต่อด้วยอุณหภูมิเดิมอีก 30-40 นาทีจนฝาพายดูเหลือง แล้วจึงนำออกมาวางบนแร็คแล้วทิ้งไว้ให้เย็นเป็นเวลา 30 นาที กินเปล่า ๆ หรือโรยด้วยวิปครีมหรือกินกับไอศครีมก็ได้

credit:www.pantown.com

20 เทคนิคการทำขนมเอแคลร์

0 ความคิดเห็น
1.ภาชนะที่ใช้ต้มน้ำกับเนยสดควรใช้ภาชนะที่เป็นเทฟล่อน หม้อเคลือบ หรือกระทะทองเหลืองเพราะขนมจะไม่ไหม้เร็วและมีสีสันสวยงาม ส่วนกระทะที่ไม่ควรใช้คืออลูมิเนียม เพราะจะทำให้ขนมมีสีไม่สวย และถ้าใช้สแตนเลสต้องคอยระวังเรื่องขนมไหม้ เพราะว่าสแตนเลสนำความร้อนได้ดี

2. สำหรับไฟที่ใช้ในการต้มน้ำควรใช้ไฟปานกลาง ต้มแค่ให้น้ำเดือดและเนยละลายจนหมด ไม่ควรตั้งน้ำเป็นเวลานานหรือใช้ไฟแรงมากเพราะจะทำให้น้ำระเหยออกไปมากเกิน ไป ทำให้แป้งเอแคลร์แห้งและแข็งได้ เนื่องจากมีความชื้นน้อยก็จะทำให้แป้งไม่พองตัวมากเท่าที่ควรในระหว่างการอบ

3. การเติมแป้งลงในน้ำเดือด ควรเติมครั้งเดียวจนหมด ใช้ไม้พายคนเร็วๆ เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน ถ้าเราค่อยๆไปเติมแป้งทีละน้อยๆ จะทำให้น้ำระเหยออกไปมาก

4.ขั้นตอนแรกของการกวนแป้งระยะแรกจะใช้ไฟ ปานกลางเพื่อให้แป้งสุก ในระยะที่สองจะใช้ไฟอ่อนกวนต่ออีกสักพัก เพื่อให้แป้งสุกใสเต็มที่และเกิดลักษณะการเป็นเจลเกิดขึ้น จะทำให้แป้งสามารถดูดน้ำจากไช่ไก่มากขึ้น และมีการพองตัวในระหว่างการอบมากขึ้น หรือทำให้เอแคลร์มีขนาดใหญ่ขึ้นในระหว่างการอบ

5.เมื่อแป้งเอแคลร์สุกแล้ว ไม่ควรใส่ไข่ในขณะที่แป้งยังร้อนจัดอยู่ เพราะจะทำให้ไข่สุก แป้งก็จะไม่พองตัวในระหว่างการอบ

6. แป้งที่สุกแล้วควรลดอุณหภูมิลง แล้วจึงค่อยใส่ไข่ทีละฟอง ถ้าแป้งเย็นเกินไปจะทำให้ไม่สามารถรับไข่ได้ครบเต็มตามจำนวนในสูตร หรือถ้าใส่ไข่ครบส่วนผสมก็จะเหลว ทำให้ขนมเมื่อนำไปหยอดแล้วแบนราบไม่พองตัว วิธีการแก้ปัญหาคือให้เริ่มทำใหม่อีกครั้ง แล้วให้นำส่วนผสมที่เหลวค่อยๆใส่ลงในตัวแป้งขณะที่ยังร้อนๆอยู่ แล้วจึงค่อยใส่ไข่ที่เหลือลงไป

7.อุณหภูมิของแป้งที่พอเหมาะจะทำให้สามารถอุ้มไข่ได้ทั้งหมดพอดี และส่วนผสมก็จะข้นพอดีไม่เหลวหรือข้นมากจนเกินไป

8.ในระหว่ารอการบีบ ควรหาแผ่นพลาสติกปิดหน้าขนมไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหน้าขนมแห้ง เพราะจะทำให้ขนมเมื่ออบแล้วจะไม่พองตัว

9.การทาถาดด้วยเนยขาวไม่ควรทามากจนเกินไปเพราะจะทำให้ขนมแผ่ตัวออกด้านข้าง และเมื่อนำไปอบแล้วจะทำให้ขนมแบน

10.ส่วนถาดที่ไม่ทาเนยเลย จะทำให้ขนมที่อบสุกแล้วจะมีลักษณะสวยงามดี แต่แซะออกจากถาดยากอาจทำให้ก้นขนมทะลุได้

11. ในการบีบเอแคลร์ลงบนถาด ไม่ควรบีบเพื่อรอเตาอบ เพราะจะทำให้ผิวหน้าขนมแห้งได้ และเมื่อนำเข้าเตาอบขนมจะไม่พองตัวและมีเปลือกแข็งที่หน้าขนมด้วย ดังนั้นเมื่อบีบขนมลงบนถาดแล้วควรเข้าเตาอบทันที

12.อุณหภูมิที่ใช้ ในการอบขนมเอแคลร์ จะต้องใช้อุณหภูมิสูงในตอนแรกประมาณ 450 องศาฟาเรนไฮด์ เพื่อทำให้ของเหลวที่อยู่ในตัวแป้งเดือดและกลายเป็นไอ ดันผิวหน้าของขนมให้พองตัวขึ้น ถ้าใช้อุณหภูมิต่ำเกินไปขนมก็จะไม่พองตัว ลักษณะของขนมที่ดีจะต้องพองตัวเต็มที่ แป้งข้างในเป็นโพรง ผิวหน้าด้านนอกแตกคล้ายดอกกะหล่ำ

13.เมื่อเอแคลร์พองตัวเต็มที่แล้ว และมีสีน้ำตาลสวยงาม ให้ลดอุณหภูมิลงให้เหลือประมาณ 375 องศาฟาเรนไฮด์ เพื่ออบให้โครงสร้างของขนมแข็งแรงดี ถ้าใช้อุณหภูมิแรงในการอบคราวเดียว เมื่อนำขนมออกจากเตาอบแล้วจะยุบตัว เพราะโครงสร้างของขนมยังไม่แข็งพอ ถ้าจะอบขนมต่อก็อาจไหม้ได้ ดังนั้นการลดอุณหภูมิในการอบระยะที่ 2 ของการอบจะช่วยให้โครงสร้างของขนมแข็งมากขึ้น และมีสีสันสวยงามน่าทาน และเมื่อนำออกจากเตาก็จะไม่ยุบตัว การยุบตัวของขนมนี้ไม่สามารถทำให้ขนมพองตัวได้อีก ไม่ว่าจะเอาเข้าเตาอบใหม่ก็ตาม

14.ขนมที่อบสุกแล้ว ควรทิ้งให้เย็นเสียก่อนจึงค่อยนำไปใส่ไส้ ถ้าใส่ไส้ในขณะที่เปลือกมันยังร้อนอยู่ จะทำให้เกิดไอน้ำในไส้ของขนมอันเป็นสาเหตุทำให้ขนมบูดเร็วมากขึ้น

15.ไส้ขนมที่ยังร้อนอยู่เมื่อใส่ลงเป็นไส้ก็เกิดปัญหาได้เหมือนกัน ทำให้เปลือกขนมแฉะ

16. เปลือกของเอแคลร์ที่ยังไม่ได้ใส่ไส้ ควรเก็บใส่ภาชนะที่ปิดสนิทและควรไว้ในตู้เย็น ถ้าเก็บในอุณหภูมิห้องจะทำให้แข็งและไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก

17. การกวนไส้เอแคลร์ควรใช้ภาชนะเช่นเดียวกับการกวนแป้ง และควรใช้ไฟปานกลาง ถ้าใช้ไฟแรงเกินไปจะทำให้ไส้ไหม้เร็วเพราะในส่วนผสมนั้นมีนมเป็นส่วนผสมหลัก ทำให้ไหม้เร็วกว่าปกติ

18.ควรใช้ตะกร้อมือช่วยในการกวนไส้ การใช้ไม้พายกวนจะทำให้ส่วนผสมไส้เป็นเม็ด ไม่ละเอียด

19. ไส้ที่กวนเสร็จแล้วเมื่อยกลงจากเตาควรกวนต่อไปสักระยะหนึ่งเพื่อให้ส่วนผสม เย็นเร็วขึ้น เพราะไส้ที่ร้อนแล้วเราตั้งทิ้งไว้เฉยๆจนกระทั่งเย็น จะเกิดเป็นฝ้าแข็งที่ผิวหน้าของขนม ทำให้ไส้ที่ได้ไม่เนียน

20.ไส้ขนมมีอายุสั้น ถ้าเหลือใช้แล้วควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทแล้วเข้าตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้อีก

credit:thaiwebkit.com

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

เค้กกาแฟ หอมๆ

0 ความคิดเห็น

  • เค้กครีมกาแฟ

ส่วนผสมที่ 1
แป้งเค้ก 200 กรัม2 1/4 ถ้วย
ผงฟู 10 กรัม1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 150 กรัม3/4 ถ้วย
เกลือ 3 กรัม1 ช้อนชา
ไข่แดง 119 กรัม7 ฟอง
น้ำมันพืช 100 กรัม1/2 ถ้วย
น้ำเย็น 180 กรัม3/4 ถ้วย
กาแฟผง 20 กรัม2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมที่ 2
ไข่ขาว 230 กรัม7 ฟอง
ครีมออฟทาร์ทาร์ 1.5 กรัม1/2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 150 กรัม3/4 ถ้วย
กาแฟบัตเตอร์ไอซิ่ง
เนยสด 110 กรัม1/2 ถ้วย
เนยขาว 100 กรัม1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 200 กรัม1 ถ้วย
นมข้นจืดระเหย 165 กรัม3/4 ถ้วย
กาแฟผง 10 กรัม1 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมที่ 1

วิธีทำ
1.ร่อนแป้งแล้วตวงตามส่วน ผสมผงฟูร่อนรวมกัน ใส่น้ำตาลทรายผสมพักไว้
2.คนไข่แดงกับน้ำมันพืชให้เข้ากัน ใส่น้ำเย็น กาแฟ เกลือ เทส่วนผสมของแป้ง

ลงคนให้เข้ากันจนเนียน ส่วนผสมที่ 2
1.ไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ ตีให้ขึ้นฟู ใส่น้ำตาล ตีจนไข่ขาวตั้งยอดแข็ง
2.นำส่วนผสมของส่วนผสมที่ 1 เทลงในไข่ขาวตะล่อม เบา ๆ ให้ส่วนผสมเข้ากัน
3.เทส่วนผสมใส่ถาดอบขนาด 11 1/2 x 15 1/2 นิ้ว สูง 2 นิ้ว รองด้วยกระดาษไขทาไขมัน
4.เข้าอบอุณหภูมิ 180 ํ ซ. หรือ 350 ํ ฟ. เวลาประมาณ 25-30 นาที จนขนมเหลือง
5.นำออกจากเตาคว่ำลงบนตะแกรง พักให้เย็น
6.นำเค้กที่พักไว้ปาดด้วยกาแฟบัตเตอร์ไอซิ่ง

ตกแต่งให้สวยงามวิธีทำกาแฟบัตเตอร์ไอซิ่ง
นมสด น้ำตาลทราย กาแฟผงผสมรวมกันให้ละลาย เข้าตู้เย็นแช่ให้เย็นจัด
ตีเนยสด เนยขาว จนขึ้นฟู ค่อย ๆ เติมส่วนผสมนม ลงตีให้เข้ากันจนขึ้นฟู นำไปแต่งเค้ก





วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2552

Green Tea Ice Cream

0 ความคิดเห็น
ไอศรีม ชาเขียว

ส่วนผสม

ใบชาเขียวญี่ปุ่น 1/3 ถ้วย (10 กรัม)
นม 2 ถ้วย (500 มล)
ไข่แดง 6 ฟอง
น้ำตาลทรายป่น 1/2 ถ้วย (125 กรัม)
วิปครีม 2 ถ้วย (500 มล.)

วิธีทำ
1.ตั้งหม้อ และใส่ใบชาเขียวกับนม จนเดือด ช่วงเดือด ให้ปรับไฟลงมาที่ 1 ประมาณ 5 นาที

2. ตีไข่แดง และใส่น้ำตาลทรายป่น คนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ถ้วยใหญ่ ทนไฟ และเทนมชาเขียว ใส่ถ้วย และยกถ้วยตั้งบนหม้อ (เหมือนที่เราละลายช๊อกโกแลต อย่าให้น้ำเดือดถึงก้นถ้วย) คนให้เข้ากัน จนเป็นเนื้อคล้ายคัสตาร์ด ทดสอบใช้หลังช้อนแตะเนื้อครีม ถ้าครีมติดหลังช้อนก็โอเค เลยค่ะ และยกออกมาตั้งไว้ จนครีมเย็น ค่อยใส่ วิปครีม

3. คนให้เข้ากัน และ ตักเนื้อไอศรีม ใส่ถาด แช่ช่องเย็น 1 ชม.ครึ่ง ถึง 2 ชม. หรือไอศรีมแข็งตัว และตักใส่ถ้วย ใช้เครื่องตีให้เป็นครีม และเทกลับใส่ถาดอีกครั้ง แช่ตู้เย็น และทำอย่างนี้อีกครั้ง (แช่เย็นและมีตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน รวม ตี 2 ครั้งค่ะ) หลังจากทำเสร็จ ก็ตักใส่กล่องพลาสติกที่มีฝาปิด ก่อนตักไอศรีมใส่กล่องพลาสติก ควรรอง เบกกิ้ง เปเปอร์ที่ก้นกล่องกล่องก่อนค่ะ แช่ข้ามคืน ก่อนเสิร์ฟจะดีมากค่ะ ...

..ขอขอบคุณผู้ให้สูตรนะคะ..
 

Food and Bakery Copyright 2009 Sweet Cupcake Designed by Ipiet Templates Image by Tadpole's Notez